2 TONE PHOTO TRIP

Home
วัดแก้วฟ้า อ.บางกรวย จ.นนทบุรี PDF Print E-mail
  
Friday, 23 May 2008 10:14

วัดแก้วฟ้า อ.บางกรวย จ.นนทบุรี

ประวัติความเป็นมาของวัดแก้วฟ้า

 
        บางขนุน หรือบางถนนชุมชนบ้านสวนแห่งหนึ่งตั้งอยู่ริมคลองแม่น้ำอ้อม และคลองสาขา แต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา
        ชุมชนที่อายุเก่าแก่นี้อยู่ท่ามกลางสวนผลไม้อันร่มครึ้ม ทั้งทุเรียน ส้มโอ กระท้อน และมะม่วง
        รัชสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ หลังสถาปนาเมืองนนทบุรี 3 ปี ชาวบางขนุนได้สร้างวัดแห่งแรกขึ้นที่บ้านธาตุ เมื่อพุทธศักราช 2095 เป็นศูนย์กลางของชุมชนเรียกว่า วัดแก้วฟ้า
        ในนิราศพระประธมของสุนทรภู่เมื่อเรือผ่านย่านนี้ได้บรรยายไว้ว่า
บางขนุนขุนกองมีคลองกว้าง ว่าเดิมบางชื่อถนนเขาขนของ
        เป็นเรื่องหลังครั้งคราวท้าวอู่ทอง แต่คนร้องเรียกเพื่อนไม่เหมือนเดิม
 

 

        วัดแก้วฟ้า ริมคลองแม่น้ำอ้อมด้านตะวันตก เป็นศูนย์กลางชุมชนบางขนุนมาตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ
        พระอุโบสถมีลักษณะอย่างสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยาเช่นฐานแอ่นโค้ง ด้านหน้ามีพาไล ผนังก่อถึงอกไก่ มีประตูเฉพาะด้านหน้า ด้านหลังมีเพียงช่องเล็กๆ ให้แสงผ่านเพียงเล็กน้อย
        พระประธานเป็นพระพุทธรูปหินทรายแดง พอกปูนลงรักปิดทอง ชาวบ้านเรียกว่า หลวงพ่อโต
        ใบเสมาจำหลักลวดลาย ตั้งบนฐานขาสิงห์ ในซุ้มทรงกูบช้าง
และยังเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง และย่อมุมไม้ยี่สิบซึ่งมีฐานสิงห์ ยอดบัวกลุ่ม รูปทรงสวยงามพอตัว

พระผู้สร้าง “วัดแก้วฟ้า”
.....เป็นชื่อ… ที่มีความหมายสำคัญอย่างหนึ่ง ด้วยเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ยุคนั้น เรื่องเกี่ยวกับสมเด็จพระเจ้าแก้วฟ้า ซึ่งเป็นเรื่องสะเทือนใจประชาชนอย่างมาก กล่าวคือ สมเด็จพระไชยราชาธิราชครองราชย์อยู่ 13 พรรษา ก็เสด็จสวรรคตกระทันหัน พระราชโอรสองค์ใหญ่ คือ พระเจ้าแก้วฟ้า ซึ่งมีพระชนม์ได้ 11 พรรษา จึงได้รับการอัญเชิญขึ้นครองราชย์ครั้งนั้น พระเทียรราชาเป็นพระอนุชาของพระไชยราชา เห็นภัยจะเกิดขึ้นจึงไปอุปสมบท ณ วัดราชประดิษฐาน สมเด็จพระแก้วฟ้าครองราชย์อยู่ได้ 1 ปีกับ 2 เดือน ก็ถูกขุนวรวงศาธิราชกระทำการปลงพระชนม์ ณ วัดโคกพระยา แล้วสถาปนาตนเองขึ้นครองราชย์ได้ 5 เดือน ต่อมาขุนวรวงศาธิราชถูกขุนพิเรนทรเทพ จับฆ่า และเอาศพไปเสียบประจานไว้ ณ วัดแร้ง แล้วอัญเชิญพระเทียรราชาขึ้นครองราชย์ เป็น สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ และ วัดแก้วฟ้า ก็ได้รับการสร้างขึ้นในสมัยนั้น โดยข้าราชบริพารที่มีความจงรักภักดีต่อพระเจ้าแก้วฟ้า ได้สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ในการรำลึกถึง พระเจ้าแก้วฟ้า สืบมาจนตราบเท่าทุกวันนี้

ศาสนวัตถุที่สำคัญยิ่งควรค่าแก่การเคารพบูชา
.....หลวงพ่อใหญ่ : เป็นพระประธานประดิษฐานในอุโบสถ ซึ่งสร้างขึ้นมาพร้อมกับอุโบสถหลังเก่าเป็นที่เคารพ ศรัทธา เลื่อมใส ของเหล่าบรรดาพุทธศาสนิกชน ทั้งใกล้และไกลที่มาขอพรจากท่านทำให้ โชคดี ชีวิตพบแต่ความร่มเย็นเป็นสุข จนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีอายุ 449 ปี
.....หลวงปู่อินทร์ : เป็นอดีตเจ้าอาวาส ท่านเป็นพระเถระผู้มีวัตรปฏิบัติอันงดงาม มีความเคร่งครัดในพระธรรม วินัย เป็นพระหมอยาที่รักษาโรคได้ชงัดนัก
.....หลวงพ่อยิ้ม : เป็นพระประธานประดิษฐานในอุโบสถหลังใหม่อยู่ทางทิศตะวันออกของอุโบสถหลังเก่า อยู่ ระหว่างกำลังก่อสร้าง ซึ่งในกาลนั้นได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมฯ เป็น ประธานพิธีเททอง พร้อมกับทรงพระราชทานแหวนทองคำในกาลนี้ด้วย

 

ที่มาข้อมูล http://kaewfar.atspace.com/history.htm

 




 



ดูคลิบวิดีโอ

http://www.backpack-time.com/tcn/media/2008/05/22/wat-keawfha/index.php

 

 

 

 

 

 

Last Updated ( Friday, 23 May 2008 15:15 )
 
วัดบรมราชากาญจนาภิเษก PDF Print E-mail
  
Friday, 23 May 2008 00:54

 

วัดบรมราชากาญจนาภิเษก

 

วัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์ ฯ ตั้งอยู่ที่ตำบลโสนน้อย   อำเภอบางบัวทอง  จังหวัดนนทบุรี  พื้นที่เดิม ก่อนเคยเป็นโรงเจขนาดเล็ก มีพื้นที่ประมาณ 2 ไร่เศษ เป็นโรงเจที่ชาวบ้านบางบัวทองให้ความศรัทธามาช้านาน   ต่อมาคณะสงฆ์จีนนิกายมีปณิธานจะพัฒนาที่ส่วนนี้ให้เป็นวัดที่สมบูรณ์   เพื่อสร้างเป็นวัดเฉลิมพระเกียรติ  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช  เนื่องในวโรกาสเถลิงถวัลย์ครองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี  วัดนี้มีพื้นที่ทั้งหมด ๑๒ ไร่ โดยคณะสงฆ์จีนนิกายมอบให้ พระคณาจารย์จีนธรรมปัญญาจริยาภรณ์ (พระอาจารย์เย็นเชี้ยว)

 

เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างและมีพระมหาคณาจารย์จีนธรรมสมาธิวัตร เป็นประธานที่ปรึกษา พร้อมทั้งพุทธบริษัทไทย-จีน  ร่วมกันสร้างเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสอันเป็นมหามงคลสมัยปีกาญจนาภิเษก

 

ทางวัดมังกรกมลาวาส ได้กราบทูลเชิญ
สมเด็จพระญาณสังวร  สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก
  
ทรงเป็นประธานการวางศิลาฤกษ์  ในวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๙ เวลา ๑๕.๐๐ น.

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชานุญาตให้สร้างวัดและพระราชทาน นามว่า 

“วัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์ คณะสงฆ์จีนนิกายรังสรรค์”

ท่านแก้วขวัญ วัชโรทัย เลขาธิการสำนักพระราชวัง  เป็นผู้ดำเนินการขออนุญาต สร้าง วัดบรมราชากาญจนาภิเษก
อนุสรณ์ฯ   จึงนำมาซึ่งความปิติยินดีของชนชาวไทยเชื้อสายจีน และความซาบซึ้งใน พระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อ คณะ สงฆ์จีนมาโดยตลอด

อนึ่ง การสถาปนาวัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์ฯ ถือเป็นความเจริญรุ่งเรืองให้บังเกิดแก่ พระพุทธศาสนามหา ยาน ฝ่ายจีนนิกายในประเทศไทยอย่างไพศาล เปรียบได้ดั่งการวางรากฐานของพระพุทธศาสนานิกายมหายาน ให้เป็น ปึกแผ่นมั่นคงในประเทศไทย ในการนี้ เพื่อเป็นอนุสรณ์และเป็นธรรมบรรณาการแก่พุทธศาสนิกชนโดยทั่วกัน  อาตมภาพในนามคณะสงฆ์จีนนิกายแห่งประเทศไทย ขออนุโมทนาในกุศลกรรมมีอเนกประการที่ท่านทั้งหลาย ได้ร่วมกันรังสรรค์ให้บังเกิดผลสำเร็จลุล่วง ขอความเจริญและความงอกงามใน ทางธรรมอันพิสุทธิ์ แห่ง องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งหลาย จงปรากฏแก่ท่านทั้งหลายทุกประการเทอญ
(พระมหาคณาจารย์จีนธรรมสมาธิวัตร )เจ้าคณะใหญ่สงฆ์จีนนิกาย

 

ความเป็นมาของคณะนิกายสงฆ์จีน

ในพงศาวดารสมัยราชวงศ์หงวน  ปีพ.ศ. ๑๘๓๗  จักรพรรดิกุบไลข่าน  ส่งราชทูตมาเจริสัมพันธไมตรีกับไทย  ปีต่อมา ไทยจึงส่งราชทูตไปเจริญไมตรีเช่นกัน  ตั้งแต่นั้นมา  การติดต่อทางการทูตและค้าขายในระหว่างสองประเทศ เจริญขึ้นเป็นลำดับ  และก็เจริญยิ่งขึ้นในสมัยต้นยุคกรุงศรีอยุธยา  คือปลายราชวงศ์หงวนและต้นราชวงศ์เหม็ง
สมัยอยุธยาชาวจีนได้อพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร  พระมหากษัตริย์ไทยมากขึ้น  ทรงมีพระมหากรุณา พระราชทานบริเวณที่ดินหลายแห่งทั้งในเมืองและนอกเมือง    เป็นที่ตั้งภูมิลำเนาของชาวจีนในประเทศไทยเช่น ตำบลสวนพลูด้านทิศใต้ของวัดพนันเชิง และในกำแพงพระนครอีกหลายแห่ง  ดังปรากฏในจดหมาย เหตุว่าด้วยแผนผังกรุงศรีอยุธยา  เมื่อยังเจริญรุ่งเรืองตอนหนึ่งว่า “...ย่านนายก่ายเชิงสะพานประตูจีน ไปเชิงสะพานนายก่าย  เป็นย่านจีนอยู่ตึกทั้ง ๒ ฟากถนนหลวง  นั่งร้านขายของสรรพเครื่องสำเภา  ไหม แพร  ของขาเหลือง  ถ้วย  โถ  ชาม เครื่องสำเภาครบ....ย่านสามม้าแต่เชิงสะพาน นายก่ายตะวันออกไปถึง หัวสะพานมากรุงเทพมหานคร  จีนทำเครื่องจันอับและขนม  ทำโต๊ะเตียงละถังน้อยใหญ่และทำสรรพเครื่องเหล็ก  มีตลาดขายของสดเช้าเย็น” สมัยกรุงรัตนโกสินทร์  ปี  พ.ศ. ๒๓๒๕  สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช  รัชกาลที่ ๑ จะสร้างพระมหาบรมราชวังบนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณที่ตรงนั้นเป็นที่อยู่ของ ชาวจีนอย่างคับคั่ง มีพระยาราชเศรษฐีขุนนางจีนเป็นหัวหน้าควบคุมอยู่  จึงโปรดให้ชาวจีนอพยพไปตั้งบ้านเรือน ใหม่ที่สวนตั้งแต่คลองวัดสามปลื้มเป็นต้นไป ตำบลสำเพ็งจึงเป็นศูนย์กลางย่านชุมชนของชาวจีนมาตั้งแต่สมัยนั้น
สมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๓ ปรากฏว่าความสัมพันธ์ทางศิลปะระหว่างไทย-จีน  มีมาก ยิ่งกว่า รัชกาลใดๆ จะเห็นได้จากวัดวาอารามที่มีศิลปะของจีน  อาทิ  วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร วัดอรุณราชวรารามวรมหาวิหาร วัดเทพธิดาราม วัดราชโอรสารามวรมหาวิหาร เป็นต้น

สมัยสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕  ชาวจีนที่เข้ามาในประเทศไทยส่วนใหญ่นับถือ พระพุทธศาสนามหายาน ลัทธิขงจื้อและลัทธิเต๋า การบำเพ็ญกุศลตามจารีตทางศาสนาต้องไปที่วัดไทยเพราะว่า สมัยนั้นวัดในพุทธศาสนามหายานไม่มี ประกอบกับชนชาวจีนจำนวนมากเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร พระองค์ทรงเห็นความสำคัญของชนชาวจีนและวัดจีนมหายาน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้มีการสร้างวัดจีน
มหายาน ขึ้นและมีพระราชทานสมณศักดิ์แก่พระจีน ต่อจากนั้นคณะสงฆ์จีนนิกายแห่งประเทศไทย ได้ถือกำเนิดขึ้น จนถึงปัจจุบัน

ประวัติคณะสงฆ์จีนนิกายแห่งประเทศไทย

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ( พระปิยมหาราช )  รัชกาลที่ ๕  ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลือกชัยภูมิที่ตั้งวัดในเนื้อที่ ๔ ไร่ ๑๘  ตารางวา  ทรงมอบหมายให้พระยาโชฎึกราชเศรษฐี เจ้ากรมท่าซ้าย  ร่วมกับพระพุทธศาสนิกชนชาวจีนดำเนินการก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๑๔  ใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างประมาณ ๘ ปี  จึงเสร็จสมบูรณ์  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงพระราชทานนามว่า “วัดมังกรกมลาวาส ” ได้อาราธนาพระอาจารย์สกเห็งเป็นเจ้าอาวาสองค์แรก  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  พระราชทานสมณศักดิ์ พระอาจารย์สกเห็ง   เป็นพระอาจารย์จีนวังสสมาธิวัต ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่สงฆ์จีนนิกายรูปแรกในประเทศไทย  ถือเป็นปฐมบูรพาจารย์ของวัดมังกรกมลาวาส  ต่อจากนั้น  คณะสงฆ์จีนนิกายมีเจ้าคณะใหญ่สงฆ์จีนนิกาย ๕ รูป จนถึงพระมหาคณาจารย์จีนธรรมสมาธิวัตร ( โพธิ์แจ้งมหาเถระ ) เจ้าคณะใหญ่สงฆ์จีนนิกายองค์ที่  ๖  ท่านได้ดำเนินงานและมีการปกครองของคณะสงฆ์จีนนิกาย  ให้มีความเจริญหลายประการ  ได้แก่

                ๑. ให้มีระเบียบการบรรพชาอุปสมบทในฝ่ายสงฆ์จีนนิกายขึ้น  และมีการประกอบพิธีกรรม
ผูกพัทธสีมาตามพระวินัยขึ้นครั้งแรก  ณ วัดโพธิ์เย็น  อ.ท่ามะกา  จ.กาญจนบุรี
                ๒. ในปี พ.ศ. ๒๔๙๗  มีการก่อตั้งคณะกรรมการสงฆ์จีนนิกายขึ้นเป็นครั้งแรก  ให้การปกครองดูแลวัด  และสำนักสงฆ์ต่างๆ เป็นไปตามระเบียบของคณะสงฆ์จีนนิกาย
                ๓. มีการจัดพิธีถวายผ้ากฐินให้เป็นระเบียบถูกต้องตามหลักพระศาสนา
                 
พระมหาคณาจารย์จีนธรรมสมาธิวัตร  เป็นผู้มีคุณูปการต่อคณะสงฆ์จีนนิกายเป็นอันมากจนคณะสงฆ์จีนมีความมั่นคง  เจริญรุ่งเรืองสืบมา
            ครั้นถึงเจ้าคณะใหญ่จีนนิกายองค์ที่ ๗ ( รูปปัจจุบัน ) พระมหาคณาจารย์จีนธรรมสมาธิวัตร
( เย็นเต็ก )  คณะสงฆ์จีนนิกายมีการพัฒนาในหลายด้าน  เช่น  ด้านการพัฒนาการศึกษาให้กุลบุตรเข้ามาบรรพชา อุปสมบท ด้านการเผยแผ่หลักธรรมในพระพุทธศาสนาทั้งในและต่างประเทศ เป็นต้น
                ในปี พ.ศ. ๒๕๒๓  พระอาจารย์เย็นเชี้ยว  เป็นศิษย์ของท่านอาจารย์โพธิ์แจ้งมหาเถระ   เข้ามารับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดมังกรกมลาวาส  องค์ที่ ๙ และดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะใหญ่สงฆ์จีนนิกาย จนถึงปัจจุบัน  ท่านได้วางแผนพัฒนาปรับปรุงระบบต่างๆของวัด  ทั้งด้านบุคคลและด้านวัตถุให้เป็นระเบียบ  ปฏิสังขรณ์วัด  สร้างกุฏิ  สร้างหอฉัน และส่งเสริมการศึกษาของกุลบุตร โดยเปิดโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนก สามัญศึกษา ( โรงเรียนมังกรกมลาวาสวิทยาลัย ) เพื่อสร้างศาสนทายาท ตลอดจน ให้โอกาสทางการศึกษา แก่ เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส  ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๔๒  ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็น พระคณาจารย์จีนธรรมปัญญาจริยาภรณ์ ไพศาลสุนทรสมณกิจ สิริมงคลประสิทธิ์  คุณาภิวัฒน์พุทธบริษัทจีน วิเนตา

  ในปีมหามงคลสมัยกาญจนาภิเษก คณะสงฆ์จีนนิกายร่วมกับพุทธบริษัทไทย-จีนได้ดำเนินการก่อสร้าง

วัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์คณะสงฆ์จีนนิกายรังสรรค์ 
เพื่อเป็นกิตยานุสรณ์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ ต่อคณะสงฆ์จีนนิกาย แห่งประเทศไทยเป็นล้นพ้น ภายใต้พระบรมราชูปถัมภ์มาโดยตลอด  และยังเป็นการหยั่งรากของ พระพุทธศาสนา ฝ่ายมหายาน ให้มั่นคงถาวรให้กับเหล่าพุทธศาสนานิกชน ในประเทศไทยอย่างจิรัฐติกาล
 
วัตถุประสงค์ในการก่อสร้างวัดบรมราชาภิเษกนุสรณ์

วัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์ คณะสงฆ์จีนนิกายรังสรรค์ ได้ดำเนินการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ตามวัตถุประสงค์ ๓ ประการ ที่ได้ตั้งไว้ คือ
๑. เพื่อเฉลิมฉลองการครองราชย์ครบ ๕๐ ปี  ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและแสดงความจงรักภักดี  กตัญญูกตเวทิตาถวายเป็นพระราชกุศล  แด่พระมหากษัตริย์ไทยทุกๆพระองค์ที่คณะสงฆ์จีนนิกาย ได้เข้ามาพึ่ง พระบรมโพธิสมภาร
๒.  เพื่อตั้งเป็นพุทธสถานให้พุทธศาสนิกชนได้ปฏิบัติธรรมและประกอบพิธีกรรมพร้อมทั้งเป็นที่เผยแผ่ พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานจีนนิกาย
๓. เพื่อตั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรม ไทย-จีนเป็นที่ศึกษาพระธรรมวินัยของพระภิกษุสามเณรและสร้างศาสน ทายาทของ พระพุทธศาสนาสืบไป


เจ้าอาวาสวัดบรมราชาภิเษกนุสรณ์ พระคณาจารย์จีนธรรมปัญญาจริยาภรณ์ (พระอาจารย์เย็นเชี้ยว)

 

พระคณาจารย์จีนธรรมปัญญาจริยาภรณ์ มีนามฉายาว่าเย็นเชี้ยว เกิดในตระกูลแซ่เจียมมีภูลำเนาเดิมอย ู่เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร บิดาท่านชื่อ นายยุ่นฮะ แซ่เจียม มารดาท่านชื่อ นางซิ้วเกียว แซ่ลี้ เชื้อชาติจีน (จีนแต้จิ๋ว) มณฑลกวางตุ้ง สัญชาติไทย

 เกิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๓ ปัจจุบันมีอายุ ๖๖ ปี บรรพชาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๒ และอุปสมบทเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๓ ณ วัดโพธิ์เย็น อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี โดยมีพระมหาคณาจารย์จีนธรรมสมาธิวัตรฯ (โพธิ์แจ้ง) เป็นพระอุปัชฌาย์ ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดมังกมลาวาส (เล่งเน่ยยี่) เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร และ รักษาการณ์ เจ้าอาวาส วัดบรมราชาภิเษกนุสรณ์

พระคณาจารย์จีนธรรมปัญญาจริยาภรณ์ เป็นผู้มีปัญญาเฉียบแหลม ตั้งใจศึกษาพระปริยัติธรรมเป็นที่แตกฉาน ว่างจากกิจวัตรประจำวันแล้ว ก็ยังค้นคว้าศึกษาวิชาความรู้ต่างๆ ชอบการกุศล เจรจาไพเราะ มีกำลังใจกล้าหาญ ไม่ย่อท้อต่อความยากลำบากทั้งหลายเคร่งครัดระเบียบวินัยอยู่ในสัมมาปฏิบัติเป็นพระอาจารย์ อบรมสั่งสอน
พระภิกษุสามเณรเป็นเวลากว่า ๑๕ ปี เป็นผู้มีความสามารถในการบริหารสูง มีปณิธานที่จะพัฒนาพระพุทธศาสนาให
้เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า จึงเป็นที่เคารพศรัทธาเลื่อมใสของสาธุชนทั้งหลาย

 

ที่มาประวัติ http://www.watboromracha.org/index.php 

 

 

 

 

 

 

Last Updated ( Friday, 23 May 2008 15:24 )
 
วัดปราสาท อ.บางกรวย จ.นนทบุรี PDF Print E-mail
  
Friday, 23 May 2008 10:18

 

วัดปราสาท อ.บางกรวย จ.นนทบุรี

วัดปราสาทสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย รัชสมัยพระเจ้าปราสาททอง เสด็จมาตั้งพลับพลาเพื่อขุดคลองลัดจากวัดท้ายเมืองถึงปากคลองบางกรวยหน้าวัดเขมาภิตาราม และเป็นสถานที่ระดมพล

(ค่ายทหาร) เพื่อเตรียมทัพไปรบกับพม่าที่กรุงศรีอยุธยา

อุโบสถ เป็นศิลปกรรมสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายมีสภาพสมบูรณ์แบบมหาอุด คือผนังด้านข้างทั้งสองด้านไม่มีหน้าต่างด้านหน้ามีประตูทรงปราสาทประดับลวดลายปูนปั้น ด้านหลังไม่มีประตูมีเพียงช่องแสงเล็กๆตรงผนังด้านหลังพระประธาน 1 ช่อง เพื่อให้แสงสว่างกระจายไปรอบองค์พระประธานเสมือนรัศมีอันเจิดจ้า ทำให้ดูมหัศจรรย์อย่างวิเศษสุด หลังคาด้านหน้าเชิดขึ้นเล็กน้อย ฐานเป็นเส้นโค้งแบบเดียวกับหลังคา หน้าบันจำหลักสวยงาม ภายในอุโบสถมีถาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องทศชาติ เขียนด้วยสีฝุ่นงดงาม

ประวัติวัด วัดปราสาท ตั้งอยู่ที่ 18 ถนนสายบางกรวย-ไทรน้อย อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี โทรศัพท์ 02-5951288,0818095677 เป็นวัดเก่าแก่สมัยอยุธยาตอนปลาย ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างเมือ่ใด ได้รับการบูรณะหลายครั้ง ในบริเวณวัดมีโบราณสถานสำคัญ คืออุโบสถ รูปทรงมหาอุด ซึ่งกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนโบราณสถานและได้บูรณะครั้งใหญ่ในปี พ.ศ.2530-2531 พระประธานในพระอุโบสถ มีพุทธลักษณะที่งดงามมาก ปางสมาธิ หน้าตักกว้าง 3.77 เมตร สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างในสมัยอู่ทอง หรือยุธยาตอนต้นและภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังที่เขียนด้วยสีฝุ่นผสมกาวแบบโบราณวัดปราสาทจึงเป็นวัดที่ควรค่าการศึกษาอีกแห่งหนึ่ง

 

 ที่มา http://www.bangkrang.com/watprasart.html

 

 

 

 

 

ดูคลิบวิดีโอที่นี่

http://www.backpack-time.com/tcn/media/2008/05/22/wat_prasat/index.php

Last Updated ( Friday, 23 May 2008 15:30 )
 
วัดเพลง วัดเก่าในเมืองนน PDF Print E-mail
  
Wednesday, 21 May 2008 20:33

 

วัดเพลง วัดเก่าในเมืองนน

 

 

 

 

 

 

ชมคลิบวิดีโอได้ที่

http://www.backpack-time.com/tcn/media/2008/05/22/wat-pleng/index.php


โบราณสถานวัดเพลง ตำบลบางขนุน อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี ตั้งอยู่ริมคลองวัดสักใหญ่

สันนิษฐานตามลักษณะสถาปัตยกรรมลายปูนปั้น ที่เหลืออยู่ว่าสร้างขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระนาราย์มหาราช

และอาจมีสภาพเป็นวัดร้างมาตั้งแต่คราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 เมื่อทัพพม่าซึ่งยกมาจากทางใต้

ได้ตั้งค่ารบบริเวณวัดเขมาภิระตาราม ทำให้ผู้คนเกิดความหวาดกลัว และหนีพม่าไปวัดจึงมีสภาพร้าง

พระอุโบสถสูงมาก ยาวขนาด 6 ห้อง ตรงมุมย่อไม้ 12 เสาตรงซุ้มประตูประดับลายปูนปั้น คานไม้ตรงซุ้มประตู

และเหนือคานขึ้นไปเป็นไม้ มีลวดลายลงรักปิดทองกนกเปลวเพลิงกนก ฝาผนังด้านหลังพระประธานมีร่องรอย

จิตรกรรมหลงเหลืออยู่รางๆ เป็นลายดอกไม้ร่วงบนพื้นสีแดง พระอุโบสถเหลือเพียงผนังสี่ด้าน

ไม่มีหลังคาและบานประตูหน้าต่าง มีต้นไทรขึ้นปกคลุมช่วยยึดผนังทั้งสี่ด้านไม่ให้พังทลายลงมา

พระประธานในพระอุโบสถ “หลวงพ่อโต” (จากเอกสารอ้างอิง) หรือ “หลวงพ่ออู่ทอง” (ตามที่เรียกสืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษของผู้ดูแลวัด) เป็นพระพุทธรูปหินทรายแดงหุ้มปูนลงรักปิดทองปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 3 ใน 4 ของความกว้างพระอุโบสถ พระพุทธลักษณะเป็นพระพุทธรูปสมัยอู่ทอง

ใบเสมาทำจากหินทรายแดง ตั้งอยู่ตามมุมพระอุโบสถ เหลือเพียงแท่นฐานบัว ตั้งอยู่บนขาสิงห์โหย่งสี่ฐานใบเสมา

บางอันยังมีสภาพสมบรูณ์เห็นลวดลายชัดเจน ปัจจุบันเก็บไว้ที่วัดสักใหญ่ หอระฆังตั้งอยู่ทางด้านขวาของพระอุโบสถ

เดิมมียอดมีบันไดแต่ได้พังไปหมดแล้ว


รูปบรรยากาศครับ
http://freedompress.hi5.com/friend/photos/displayUserAlbum.do?ownerId=177537390&albumId=178631094

 

 

 

 

แสดงความคิดเห็นได้ที่

http://www.2tone-photo.com/wb02/index.php?topic=81.0

Last Updated ( Friday, 23 May 2008 00:57 )
 
<< Start < Prev 1 2 Next > End >>

Page 1 of 2

Login



online

We have 1 guest online

since 0000000